เลือกวิธีสวยให้ถูกจุด เพื่อความงามที่ตอบโจทย์

 

%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94+%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C

การทำหน้าในปัจจุบันผู้บริโภคต้องทำการค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง การเปรียบเทียบวิธีการต่างๆ จึงเป็นที่นิยมกันมาก หลายคนที่พยายามจะหาข้อแตกต่างของแต่ละกรรมวิธีในการลดอายุหน้า ซึ่งในแต่ละวิธีนั้นก็มีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน บางคนเลือกที่จะเจ็บน้อย บางคนเลือกที่จะเห็นผลเร็ว บางคนก็ดูที่ราคา ซึ่งในวันนี้วลีรัตน์คลีนิคจะรวบรวมวิธียอดนิยมให้ได้ทราบกันค่ะ

%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1?format=original

 

วิธีที่ 1 คือ การร้อยไหม

การร้อยไหมเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากในอันดับต้นๆ ของคลีนิคเสริมความงามเลยทีเดียวเป็นการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องผ่าตัดไม่ต้องพักฟื้นและมีผลข้างเคียงน้อย

ไหมที่ใช้สำหรับทำใบหน้าให้เรียวสวย ส่วนใหญ่เป็น “ไหมละลาย” ซึ่งเป็นการยกกระชับ เก็บเหนียง ปรับรูปหน้าทำให้ใบหน้าเรียว ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าจริงๆ ควรเลือกใช้ ไหมละลายแบบมีเขี้ยวมากกว่า ซึ่งการรักษาจะใช้ไหมมีเขี้ยวเกี่ยวชั้นใต้ผิวหนังและดึงขึ้นเพื่อล็อกเนื้อเยื่อ

%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%95?format=original

ข้อดี

– ทำให้ผิวเต่งตึงเรียบกระชับ และปรับรูปให้หน้าเรียวขึ้น ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนไปยังบริเวณดังกล่าวได้ดีขึ้น

– ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการ ร้อยไหม สามารถอยู่ได้นานและสามารถทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวี-เชฟ

– เห็นผลทันที หลังทำแล้ว ไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที

– ขณะที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนังจะทำให้เกิดการกระตุ้น สร้างเส้นเลือดใหม่ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นผิวเต่งตึงยกกระชับมากขึ้น และได้ผลต่อเนื่องนาน

%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C?format=original

 

ข้อเสีย

– อาจมีอาการบวมแดง รอยช้ำตามแนวการสอดไหม

– หากเจอคลินิกที่ ใช้ไหมที่ไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม

%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1+%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%89+%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%B2?format=original

สรุประยะเวลา

ระยะเวลาการทำแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกรอยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 40 นาที ช่วงที่สองคือการร้อยไหมอีกประมาณ 20 นาที ซึ่งสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงหลังทำ 20% และจะเห็นผลเต็มที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์

เส้นไหมจะสามารถสลายตัวได้เองภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดของไหมที่ใช้ ไม่ต้องพักฟื้น สามารถเห็นผลได้ทันที

Hifu?format=original

วิธีที่ 2 คือการใช้เครื่อง เช่น Hifu/Ulthera

เป็นคลื่นอัลตราซาวด์ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนใต้ผิวหนังเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดศัลยกรรมเพื่อดึงหน้าให้ยกกระชับ โดยคลื่นอัลตราซาวด์นี้จะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อน

ทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมที่หย่อนคล้อยเริ่มหดตัวกระชับขึ้น และยังช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัดการรักษาทำได้ปีละ 1 ครั้ง

 

%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%2B%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%2BHifu%2B%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2

ข้อดี

– ไม่มีรอยแผลเป็นเพราะไม่ต้องใช้มีด

– ลดรอยแผลเป็น หลุมสิว จุดด่างดำ รอยหมองคล้ำให้กลับมาสวยใสเรียบเนียน

– ช่วยยกกระชับส่วนที่หย่อนยานให้กลับมาเต่งตึง เรียบเนียน

ข้อเสีย

– ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แพงมากต้องทำเป็นประจำ 2 ปี ต่อการรักษา 1 ครั้ง

– ใบหน้าอาจบวม หรือ เขียวช้ำ หลังการรักษาต้องใช้เวลา ทำให้ใบหน้าหายบวมประมาณ 2 – 3 วัน โดยส่วนมากเกิดจากการรักษาของแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ

สรุประยะเวลา

หลังทำรอผล 3 เดือน (ช่วงนี้หน้าจะเข้ารูปที่สุด)

คงอยู่ได้ 12-18 เดือนต่อการทำ 1 ครั้ง

ใช้เวลาทำแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกรอยาชาออกฤทธิ์ 30-40 นาที ช่วงที่สองการรักษา 30-60 นาที

หลังจากนั้นรอดูผลอีก 1 ชั่วโมงหากไม่เกิดอาการแดงหรือบวมสามารถกลับบ้านได้เลย

ดังนั้นอนอกเหนือจาการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาใบหน้าหย่อยคล้อยแล้ว การศึกษาหาข้อมูลในการตัดสินใจใช้บริการคลินิกที่ดีและมีคุณภาพนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีจึงจำเป็นต้องเลือกคลีนิกที่มีพร้อมทั้งอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกด้วย

%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%8C?format=original

 

วีธีที่ 3 คือการฉีดโบท็อกซ์

โบท็อกซ์เป็นชื่ออุตสาหกรรมของโบทูลินัม ท็อกซิน ชนิดเอ แพทย์ผู้ฉีดโบท็อกซ์จะให้คำปรึกษาเกี่ยวกับพื้นที่ที่คุณต้องการฉีดก่อนการดำเนินการ หลังจากนั้นจะมีการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในบริเวณดังกล่าว ขั้นตอนทั้งหมดอาจใช้เวลาประมาณ 20 นาทีขึ้นอยู่กับจำนวนเข็มของการฉีดที่คุณต้องการ

ข้อดี 

        – ลดอาการที่เกี่ยวข้องกับไมเกรน เช่น ความไวต่อแสงและอาการคลื่นไส้

        – เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ที่มีเหงื่อออกมากเกินไป

        – ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อกระตุกในผู้ที่มีอาการป่วยบางประเภท

ข้อเสีย

– กินเวลาเวลาประมาณ 3-4 เดือนและอาจต้องทำซ้ำทุก 4-6 เดือน

– ถ้าใช้มากเกินไป ใบหน้าอาจเปลี่ยนไปจากเดิม ถึงขั้นไม่สามารถแสดงออกทางสีหน้าได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากใบหน้าจะเกิดอาการเกร็ง

– อาจมีผลสะสมของการฉีดเป็นประจำอาการอ่อนแอบนใบหน้า

สรุประยะเวลา

หลังทำต้องรอผล 2 อาทิตย์

คงอยู่ได้ 3-4 เดือน (หลังจาก 6 เดือนจะสลายเองได้)

ใช้เวลาทำ 10-15 นาที

 คุณเหมียว คว้าตำแหน่ง รองอันดับ 1 Miss Tourism Worldwide 2018 มา Make over ความสวยกับวลีรัตน์คลินิก ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ อ่านเพิ่มเติมคลิก!!   Make over เพิ่มความสวยก่อนคว้ามง
คุณเหมียว คว้าตำแหน่ง รองอันดับ 1 Miss Tourism Worldwide 2018 มา Make over ความสวยกับวลีรัตน์คลินิก ด้วยการฉีดโบท็อกซ์ อ่านเพิ่มเติมคลิก!! Make over เพิ่มความสวยก่อนคว้ามง

สาวๆ ที่สนใจปรับรูปหน้าเพิ่มความสวย คืนความอ่อนเยาว์ ปรึกษาการปรับรูปหน้า สอบถามข้อมูลโปรโมชั่น