รู้ และเข้าใจ ก่อนตัดสินใจฉีด โบท็อกซ์ 2021 โดย คุณหมออู นพใประพัฒน์ โสภณาทรณ์

29 Jun 2564

ปัจจุบันมีความรู้ผิด ๆ ที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์อย่างมากมาย คุณหมออู ไขทุกข้อประเด็น

รู้และเข้าใจก่อนฉีด โบท็อกซ์ 2021 โดยคุณหมออู

ข้อมูลจาก นพ.ประพัฒน์ โสภณาทรณ์

เรื่องความงามหลาย ๆ ท่านคงให้ความสำคัญความชรา เป็นตัวร้ายที่สุดของความงาม ด้วยวิทยาการการแพทย์ในปัจจุบัน เรามีทางเลือกมากมายที่จะช่วย ให้ความงามเป็นไปได้ตามความต้องการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการฉีดโบท็อกซ์ (BOTOX®) แต่คงไม่ปฏิเสธว่า เรามักจะได้ยินข่าวจากการแชร์ข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงอาการข้างเคียงของสาร โบท็อกซ์ เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดข้อกังขา คำถามต่าง ๆ เรามาทำความรู้จักกับ โบท็อกซ์ ไปพร้อม ๆ กัน

โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร ?

พญ.วลีรัตน์ ทวีบรรจงสิน วลีรัตน์คลินิกถ่ายรูปรวมงาน Miss Earth Thailand 2021

โบท็อกซ์ (Botox) หรือ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องคือ Botulinum toxin type A  แต่ในปัจจุบันมักจะนิยมเรียกว่า “โบท็อกซ์”  ซึ่งเป็นยี่ห้อหนึ่ง ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปของสารชนิดนี้นั่นเอง Botulinum toxin type A  เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่สกัดได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม” (Clostridium botulinum) โดยฤทธิ์ของโปรตีนนี้ จะยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีด โดยไปบล็อกที่ส่วนรับการกระตุ้น สารสื่อประสาท (Receptor) ซึ่งจะเป็นการบล็อกหรือยับยั้งอย่างถาวร ทำให้ริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า (กล้ามเนื้อใบหน้าทำงาน) น้อยลง หรือหายไป และยังสามารถทำให้ผิวหน้ากระชับตึงขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทางด้านการรักษาโรคอื่น ๆ เช่น ใช้ในการรักษาโรคตาเหล่ ตาเข, โรคกล้ามเนื้อหดเกร็งตัวผิดปกติ หรือ แม้นกระทั่งโรคปวดหัวไมเกรน   แต่ถึงแม้นฤทธ์ของ โบท็อกซ์ จะเป็นการบล็อก Receptor อย่างถาวรแต่ร่างกายของเราโดยธรรมชาติจะมีการปรับตัว สร้างตัวรับนั้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาน 4 – 6 เดือนขึ้นกับการกระตุ้น ดังนั้นจึงเป็นเหตุผล ที่ว่าทำไมหลังฉีดไปแล้ว 4 – 6 เดือนอาจจะมีริ้วรอย กลับขึ้นมาใหม่หรือที่นิยมเรียกว่า “โบท็อกซ์คลายตัว” นั้นเอง นอกจากนี้พฤติกรรม หรือความเคยชิน เช่น การขยับกล้ามเนื้อใบหน้าในส่วนที่ฉีดบ่อย ๆ จากความเคยชิน ก็เป็นการกระตุ้นตามธรรมชาติให้ร่างกาย ส่วนตัวรับขึ้นมาเร็วขึ้น ดังนั้นการปรับลดท่าทางพฤติกรรม หรือความเคยชินดังกล่าวอาจจะช่วยบ้างที่จะทำให้ผลของ โบท็อกซ์ อยู่ได้นานกว่า

โบท็อกซ์ ช่วยเรื่องอะไร?

พญ.วลีรัตน์ ทวีบรรจงสิน ได้กล่าว ความท้าทายใหม่ของเวที Miss Earth Thailand 2021

โดยปกติแล้วริ้วรอย ที่เปลี่ยนแปลงตามวัยที่เพิ่มขึ้นบนใบหน้าของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นที่หางตา หว่างคิ้ว หน้าผาก ฯลฯ มักจะเกิดจากสองสาเหตุสำคัญ หนึ่งคือการที่ผิวหนังมีสูญเสียความยืดหยุ่นไปตามวัย ร่วมกับการที่กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าของเราเองหดตัวเวลาที่แสดงสีหน้าต่าง ๆ ทำให้เกิดรอยย่นที่ไม่คลายตัว 

บท็อกซ์ เป็นโปรตีนที่เรานำมาใช้ในทางการแพทย์ ทั้งในการรักษาโรคต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และยังสามารถทำมาใช้ในเรื่องของการลดริ้วรอย และทำให้ผิวหน้ากระชับตึงขึ้นได้อีกด้วย โดยถ้าหากเป็นการรักษาเพื่อลดริ้วรอยต่าง ๆ แพทย์ผู้ทำการรักษาจะฉีดเข้าไปในบริเวณจำเพาะที่เป็นกล้ามเนื้อที่เมื่อหดตัวเมื่อเราแสดงสีหน้าแล้วจะทำให้เกิดริ้วรอย ริ้วรอยนั้นก็จะค่อย ๆ จางลดลงหรือหายไปได้ และนอกจากการลดริ้วรอยบนใบหน้าแล้ว โบท็อกซ์ยังมีประโยชน์ในการเรื่องของการปรับรูปหน้าได้ด้วย เช่น ในคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องขากรรไกรที่ใหญ่ผิดส่วนทำให้ใบหน้าดูใหญ่ ไม่อ่อนโยน สามารถฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลดขนาดของกล้ามเนื้อขากรรไกร ทำให้ใบหน้าดู อ่อนหวาน อ่อนเยาว์ลงได้ นอกจากนี้ยังพบว่าเราสามารถใช้ โบท็อกซ์ บางยี่ห้อ ฉีดเข้าไปในชั้นผิวตื้นเพื่อหวังผลให้ออกฤทธิ์ ในการกระชับตึงผิวหน้า ทำให้ใบหน้าดูตึงกระชัย อ่อนวัย (ย้อนวัย) ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ โบท็อกซ์ นั้นไม่ใช่ว่าจะสามารถฉีดลงไปตรงไหนของใบหน้า หรือใช้มากเท่าไหร่ก็ได้ ต้องได้รับการฉีดไปยังบริเวณที่ถูกต้อง และมีแม่นยำในการประเมินจำนวนยา เพราะถ้าหากผิดพลาด อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้เช่น หนังตาตก หรือ ไม่เท่ากัน, มุมปากเบี้ยว, น้ำตาไหลไม่หยุด เป็นต้น การเลือกฉีดโบท็อกซ์ในคลินิคที่น่าเชื่อถือ กับ แพทย์ที่ความความรู้ความชำนาญ ได้มาตราฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความรู้ก่อนฉีดโบท็อกซ์ 2021

ก่อนฉีด โบท็อกซ์ สิ่งที่ควรรู้มากที่สุดคือ รู้ว่าตัดสินใจถูกต้องแล้ว หรือไม่ว่าจะเป็นการเลือก ถูกแพทย์ ถูกคลินิก เลือกโบท็อกแท้ หรือไม่  เนื่องจากการฉีด โบท็อกซ์ ที่เจือจางต่ำกว่ากำหนด หรือ โบท็อกซ์ ที่ไม่ได้มาตราฐานในการเก็บรักษา ในครั้งแรกอาจจะเห็นผลบ้าง แต่ครั้งต่อไปผลที่ออกมาเริ่มได้ผลน้อยลง และยิ่งถ้าฉีดบ่อยครั้งขึ้นร่างกายเริ่มสร้างภูมิต้านทานขึ้นมา ทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง และเกิดอาการตอบสนองต่อยาน้อยลงไปเรื่อย ๆ หรืออาจไม่ได้ผลเลย (ดื้อยา)
ดังนั้นที่ปลอดภัย และง่ายที่สุดในการตัดสินใจคือ เลือกเข้ารับการบริการฉีด โบท็อกซ์ กับคลินิกที่ได้มาตราฐาน หรือแพทย์ที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าได้รับยา และการรักษาที่เต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด นอกจากนี้ควรศึกษาการเตรียมตัวก่อนฉีด โบท็อกซ์ เช่น ก่อนฉีดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ควรหยุดรับประทานวิตามินอี น้ำมันปลา หรือยา อาหารเสริมที่อาจมีผลลดการแข็งตัวของเลือดเนื่องจากวิตามิน และอาหารเสริมเหล่านี้ อาจทำให้เลือดหยุดยากกว่าปกติ และทิ้งรอยเขียวช้ำหลังฉีดได้ อย่างไรก็ตามรอยเขียวช้ำดังกล่าวไม่เป็นอันตรายใด ๆ โดยปกติจะค่อย ๆ จางหายไปเองได้ใน 1-2 สัปดาห์ และเนื่องจากหลังฉีดควรงดทำหน้า หรือทรีตเมนต์บริเวณหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ดังนั้นจะ แนะนำให้ทำหน้า หรือทรีตเมนต์ให้เรียบร้อยก่อนฉีดอย่างน้อย 2 – 3 วัน

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่น่าสนใจพบว่าการรับประทานอาหารที่มีธาตุสังกะสีสูงเช่น หอยนางรม หอยแมงภู่ ตับและเนื้อหมู หรือไก่ ผักคะน้า หน่อไม้ฝรั่ง อาจจะช่วยทำให้ โบท็อกซ์ ออกฤทธิ์อยู่ได้นานขึ้น  แต่หากมีข้อจำกัดในการเลือกรับประทานอาหารเหล่านี้ อาจรับประทานเสริมเป็นเม็ดได้ โดยแนะนำที่ขนาด 20 mg. ต่อวัน  หากมีโรคประจำตัว หรือกำลังใช้ยารักษาโรคใด ๆ ประวัติแพ้ยา การตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตรควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนฉีดเสมอ

การฉีดโบท็อกซ์ ในแต่ละตำแหน่งใช้ปริมาณเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม

โบท็อกซ์ แต่ละจุดใช้ปริมาณเท่าไหร่

โบท็อกซ์ เป็นสารออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ ที่มีประสิทธิภาพสูง ดังนั้นจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ ทางการแพทย์ในหลายภาวะด้วยกัน ด้านความงาม โบท็อกซ์ ก็เป็นอีกด้านที่นิยมใช้ฤทธิ์ของโบท็อกซ์ ให้เป็นประโยชน์ โดยทั่ว ๆ ไปมักจะใช้เพื่อความงามด้วยกัน 4 แบบดังนี้

ลดริ้วรอยบนใบหน้า

Full Face 25 – 100 Units

กระชับตึงผิวหน้า

Lifting 50 Units

ปรับรูปหน้า

Posterior border line
Of Masseter 40 -70 Units

ลดเหงื่อ

เช่น บริเวณใต้วงแขน ฝ่ามือ แผ่นหลัง 20 – 200 Units

อย่างไรก็ตามแต่ละจุดมุ่งหมาย หรือ แม้แต่ในแต่ละตำแหน่งของใบหน้านั้นต้องการขนาดของยาที่แตกต่างกันไป ในบ้างครั้งแพทย์ผู้รักษาอาจปรับเพิ่ม หรือลดเพื่อให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคนไป ปริมาณยาที่ใช้ทั่ว ๆ ไปคร่าว ๆ ในแต่ละบริเวณเป็นดังนี้

นอกจากนี้ โบท็อกซ์ แต่ละยี่ห้อ ถึงแม้จะเป็น โบท็อกซ์ เหมือนกัน แต่เนื่องจากมีความแตกต่างกันตั้งแต่สายพันธุ์ของแบคทีเรียที่ใช้สังเคราะห์ เทคโนโลยีขั้นตอนการผลิต ทำให้คุณสมบัติบางอย่างแตกต่างกันด้วย เช่น ความยาวนานของการออกฤทธิ์ การกระจายตัวของยา เป็นต้น  ดังนั้น โบท็อกซ์ แต่ละยี่ห้ออาจจะเหมาะจำเพาะเจาะจงสำหรับบางเรื่อง เช่น ยี่ห้อ ที่มีการกระจายยาดีเหมาะสำหรับฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อ ส่วนยี่ห้อที่มีการกระจายยาน้อยกว่าเหมาะสำหรับการฉีดลดริ้วรอย เป็นต้น  ซึ่งคุณหมอผู้ทำการรักษาจะพิจารณา และแนะนำตามความเหมาะสม

โบท็อกซ์ ฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน

director of the crown of water MISS EARTH THAILAND 2021

ปัจจุบันมี โบท็อกซ์ วางตลาดในประเทศไทยมากมายหลายยี่ห้อ ถึงจะเป็นโบท็อกซ์เหมือนกัน หากแต่มีความแตกต่างกันตั้งแต่ สายพันธุ์ของแบคทีเรียที่ใช้สังเคราะห์ เทคโนโลยีขั้นตอนการผลิต หรือแม้แต่การเก็บรักษายา ปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้มีผลต่อประสิทธิภาพขอ โบท็อกซ์ ยี่ห้อนั้น ๆ ทั้งสิ้น บางยี่ห้ออยู่ได้นานถึง 4 – 6 เดือน แต่ราคาสูง ในขณะที่บางยี่ห้อ อยู่ได้สั้นกว่าคือ 3 – 4 เดือน แต่อาจจะมีราคาถูกกว่ามาก บางยี่ห้ออาจจะเหมาะสำหรับการฉีดในบริเวณหน้าที่ต้องการความละเอียดสูงเช่น รอบดวงตา ในขณะที่บางยี่ห้ออาจจะเหมาะสมสำหรับการฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อเพื่อปรับรูปหน้า เพราะมีการกระจายตัวดีกว่า ดังนั้นที่ง่ายที่สุดสำหรับคนไข้ควรแจ้งความคาดหวังที่ชัดเจน ปรึกษาถึงผลการรักษากับแพทย์ผู้รักษา เพื่อที่แพทย์ผู้รักษาจะได้คำนวนทั้งขนาด และเลือกใช้ยี่ห้อที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด และตรงใจที่สุดของคนไข้

ดื้อโบท็อกซ์คือยังไง แล้วฉีดโบท็อกซ์อย่างไร ไม่ให้ดื้อยา

โบท็อกซ์ เป็นโปรตีนที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกาย โดยธรรมชาติแล้วเมื่อร่างกายได้รับการฉีด โบท็อกซ์ เข้ามา ร่างกายจะมีการสร้างสารที่เรียกว่า Antibody ขึ้นมา โดยสาร Antibody จะมีฤทธิ์ ไปยับยั้งการทำงานของ โบท็อกซ์ หรือที่เรามักจะเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า “ดื้อยา” นั้นเอง  โดยเฉพาะในคนไข้ที่ได้รับการฉีด โบท็อกซ์ บ่อย ๆ หรือหลาย ๆ ครั้งเป็นระยะเวลานาน ๆ มักจะสังเกตได้ว่าต้องเพิ่มขนาดของยาเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม หรือ ฤทธิ์ของยาอยู่สั้นลงทำให้ต้องมาฉีดเพิ่มเร็วขึ้น  ปัจจัยที่เป็นผลทำให้ เกิดการ “ดื้อยา” เร็วขึ้น มักพบว่าเกี่ยวกับการที่ฉีด โบท็อกซ์ บ่อยกว่าทุกรอบ 3 – 4 เดือน โดยพบว่ามักจะเป็นคนไข้ที่ได้รับ โบท็อกซ์ ที่ไม่ได้มาตราฐาน หรือผสมยาเจือจางปกติ หรือแม้แต่การที่ได้รับ โบท็อกซ์ ที่ไม่ได้เก็บยาอย่างเหมาะสมทำให้ตัวยาเสื่อมลงตั้งแต่ก่อนจะนำออกมาฉีด วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ คือเลือกแพทย์ และคลินิกที่น่าเชื่อถือ และได้มาตรฐาน ที่วลีรัตน์คลินิก นอกจากเรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงแล้ว เรายังการันตีในเรื่องของมาตรฐานในการเก็บรักษายา และยังเชื่อมั่นได้ 100% ว่าใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ผ่าน อย.แล้วเท่านั้น

โบท็อกซ์ช่วยลดริ้วรอยได้อย่างไร

โดยปกติในชีวิตประจำวันของเรานั้นจะมีการแสดงสีหน้าอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม การแสดงสีหน้านั้น เกิดจากการที่กล้ามเนื้อใบหน้ามีการทำงานโดยหดตัว มากน้อยตามการแสดงสีหน้านั้น ๆ เช่น เวลายิ้มกล้ามเนื้อรอบ ๆ ปาก อาจจะหดตัว ทำให้ริมฝีปากดูชิดกันมากขึ้น กล้ามเนื้อรอบตาหดตัวทำให้ดูตาหยีเล็กลง หรือ เวลาที่เราเครียดกล้ามเนื้อใบหน้าบริเวณเหนือต่อเบ้าตาจะหดตัวเห็นเป็นรอบขมวดคิ้ว กล้ามเนื้อที่หน้าผากหดตัวเห็นเป็นรอยย่นที่หน้าผาก เป็นต้น ปกติแล้วร่างกายคนเราจะมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ‘แอซิติลโคลีน’ ซึ่งปลายประสาทจะสั่งให้กล้ามเนื้อทำงานผ่านสารตัวนี้ จนเกิดเป็นริ้วรอยต่าง ๆ บนผิว แต่เมื่อฉีด โบท็อกซ์ เข้าไปจะช่วยหยุดยั้งสารตัวดังกล่าว ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ คลายตัว เหมือนเป็นอัมพาตชั่วคราว ผลลัพธ์ที่ได้คือริ้วรอยค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้น พร้อมช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่เกิดซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานานทำให้เกิดริ้วรอยในบริเวณนั้น ๆ ขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความยืดหยุ่นของผิวหนังที่สูญเสียไปตามวัย ถ้าให้เห็นภาพอาจจะ จินตนาการถึงเวลาที่เราพับแผ่นยางเทียบกับ กระดาษ แผ่นยางมีความยืดหยุ่ นมากกว่ากระดาษ หากพับไม่กี่ครั้งอาจจะ ไม่มีรอยเหลือไว้ ซึ่งกระดาษพับครั้งเดียวก็เห็นรอย แต่หากพับแผ่นยางไปเรี่อย ๆ หลายสิบครั้งแผ่นยางนั้น ก็จะเริ่มหักพับเข้าเกิดรอยอย่างถาวร การพับก็เปรียบกับการที่กล้ามเนื้อใบหน้าทำงาน ส่วนความยืดหยุ่นที่ต่าง ๆ กันของแผ่นยางกับกระดาษ ก็เปรียบกับผิวหนังของคนเราที่มีความยืดหยุ่น ที่น้อยลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นเอง การทำงานของโบท็อกซ์คือ การบล็อกไม่ให้กล้ามเนื้อทำงาน หรือทำงานน้อยลง นึกภาพตามก็คือเราหยุดพับแผ่นยางนั้น ดังนั้นหากก่อนการฉีด โบท็อกซ์ เราพับแผ่นยางนั้นจนเกิดรอยลึกมาก ๆ แล้ว (เปรียบกับรอยย่นที่ลึกมาก ๆ เป็นมานานหลาย ๆ ปี) การฉีด โบท็อกซ์ อาจจะช่วยลดรอยนั้น ได้ในระดับหนึ่ง (อาจจะต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น Filler) แต่ถ้าริ้วรอย ไม่ลึกมากนักการฉีด โบท็อกซ์ ก็สามารถช่วยให้ริ้วรอยนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปได้

ฉีดโบท็อกซ์กรามทำหน้าวี  (V Shape)

“หน้าวี” (V Shape) หรือ ทรงหน้าที่คางเรียวเล็ก กรอบหน้าชัด ซึ่งมักจะได้รับคำชมว่าเป็นคนสวย ซึ่งต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้ วีเชฟได้พัฒนากลายเป็นเทรนด์ความงามที่สาว ๆ โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีมานี้นิยมมาก เพราะทำให้มองดู อ่อนเยาวว์ และแลดูสดใส สุขภาพดี

การปรับรูปหน้าแบบวีเชฟ สามารถทำได้ในหลายๆส่วน และหลากหลายแบบ การปรับรูปหน้าโดยโบท็อกซ์ก็เป็นวิธีหนึ่งที่นิยม เพราะได้ผลดี และไม่เจ็บตัว  โดยแพทย์ผู้รักษาจะฉีดยาโบท็อกซ์เข้าไปในบริเวณกล้ามเนื้อกราม (Masseter) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดที่เราสามารถเอามือคล้ำได้ชัดเวลาที่เคี้ยวอาหาร การปรับรูปหน้าด้วยโบท็อกซ์โดยฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อกรามภายหลังการฉีดทันทีคุณหมออาจจะแนะนำให้คนไข้เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือพยายามขยับกราม (เหมือนเคี้ยวอาหาร) อยู่ซักประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ยากระจายตัวทั่วถึงดีขึ้น โดยหลังจากฉีดไปประมาณ 3-4 วันคนไข้จะเริ่มรู้สึกเมื่อย ๆ เวลาเคี้ยวอาหาร ให้ทราบว่านั้นคือโบท็อกซ์เริ่มออกฤทธิ์แล้วนั้นเอง จะใช้เวลาในการเห็นผลกล้ามเนื้อเริ่มเล็กลงตั้งแต่ประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป เพราะกล้ามเนื้อกรามเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่จึงใช้เวลาพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ก็จะคงอยู่ได้เป็นระยะเวลานานเช่นกันขึ้นกับกิจวัตร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไข้แต่ละคนด้วย เช่น คนที่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือ ชอบรับประทานเนื้อย่างเหนียว ๆ อาจจะมีกรามใหญ่กลับมาได้เร็วกว่าคนที่ไม่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง เป็นต้น 

ฉีดโบท็อกซ์ยกมุมปาก (ให้ปากดูยิ้มน้อย ๆ ตลอดเวลา)

การฉีดโบท็อกซ์เพื่อยกมุมปากให้ดูอมยิ้มน้อย ๆ ตลอดเวลาถือว่าเป็นเรื่องที่นิยมในระดับหนึ่ง การยิ้มของคนเรามีกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องอยู่หลายมัดด้วยกัน โดยการฉีดโบท็อกซ์เพื่อยกมุมปากนั้น แพทย์จะฉีดยา กล้ามเนื้อที่ทำหน้าทึ่ดึงมุมปากให้ชี้ลง ที่ชื่อว่า ” Depressor anguli oris muscle”  ดังนั้นเมื่อกล้ามเนื้ออื่นๆที่ไม่ได้รับการฉีดจะทำงานตามปกติ แต่กล้ามเนื้อมัดดังกล่าวจะถูกบล็อคจากโบท็อกซ์ทำให้แรงดึงน้อยลง และส่งผลให้มุมปากดูยกขึ้นเหมือนยิ้มน้อยๆตลอดเวลา

ฉีดโบท็อกซ์ลิฟหน้าคืออะไร

ในระยะหลายปีที่ผ่านมา มีการศึกษาเกียวกับฤทธิ์ของโบท็อกซ์มากขึ้น เราจึงพบว่านอกจากช่วยเรื่องการคลายตัวของกล้ามเนื้อแล้ว โบท็อกซ์ยังสามารถช่วยให้โปรตีนชนิดหนึ่งในผิวหนังที่ทำหน้าที่รักษาความยึดหยุ่นของผิว ที่ชื่อ Fibroblast หดตัวทำให้ผิวกระชับขึ้นได้ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ไม่ใช่โบท็อกซ์ทุกยี่ห้อที่มีคุณสมบัตินี้ และข้อนี้ก็เป็นอีกข้อที่ยืนยันว่าโบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน  คุณสมบัติใหม่ของโบท็อกซ์ที่พบนี้ เรานำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ผิวตึงกระชับขึ้น และมีส่วนช่วยในการปรับรูปหน้าเช่นช่วยปรับกรอบหน้าให้ชัดขึ้น โดยมักจะนิยมเรียกวีธีนี้ว่า “lifting” หรือ .”ลิฟหน้าด้วยโบท็อกซ์” โดยแพทย์ผู้รักษาจะผสมโบท็อกซ์ในอัตราส่วนที่ต่างจากการฉีดเพื่อลดริ้วรอย และโบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อก็มีสัดส่วนในการผสมที่แตกต่างกัน 

โบท็อกซ์หิ้ว ฉีดได้ไหม

เนื่องจากโบท็อกซ์เป็นยาที่ราคาค่อนข้างสูง และในปัจจุบันมี โบท็อกซ์ มากมายหลากหลายยี่ห้อวางขายในตลาด ทั้งที่ได้รับอนุญาตจาก อย. และไม่ได้รับอนุญาต ทำให้บางครั้งเราอาจจะเคยเห็นโฆษณาขายโบท็อกซ์ทั้งยี่ห้อที่เราคุ้นเคย หรือ  ยี่ห้อใหม่ ๆ ไม่เคยรู้จักโดยผู้ขายมักจะโฆษณาว่าเทียบเท่ากับตัวที่ได้ อนุญาตจาก อย. แต่ราคาถูกกว่ามาก ซึ่งมักจะเรียกว่า “โบท็อกซ์หิ้ว”  โบท็อกซ์กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระวังและแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากโบท็อกซ์เป็นยาที่อ่อนไหว และถูกทำลายได้ง่ายจากความร้อน และอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม โดยไม่สามารถทราบได้เลยจากการดูด้วยตาเปล่า  ทั้งนี้การเก็บรักษาโบท็อกซ์ต้องเก็บไว้ในที่เย็นที่อุณหภูมิคงที่อย่างเหมาะสมตลอดเวลา หรือแม้นกระทั่งเมื่อนำออกมาผสมพร้อมสำหรับฉีดแล้วก็จะไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเกิน 24 ชั่วโมงแม้นจะเก็บในตู้เย็นก็ตาม ดังนั้น ”โบท็อกซ์หิ้ว” ซึ่งนอกจากจะแน่นอนว่าผิดกฏหมายแล้ว ผู้จำหน่ายอาจจะไม่มีมาตราฐานในการเก็บรักษาที่ดีพอ ซึ่งมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับยาที่เสื่อมประสิทธิภาพแล้ว และที่แย่ไปกว่านั้นคืออาจมีโอกาสได้รับยาปลอมซึ่งอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง ที่ดีที่สุดคือรับการฉีดยังคลินิกที่ได้มาตราฐาน ซึ่งเราสามารถมั่นใจได้เต็มร้อยในคุณภาพของยา   ที่วลีรัตน์คลินิกเราใส่ใจในมาตราฐานของการเก็บรักษายาทุกตัว ซึ่งสามารถมั่นใจได้ว่าเป็นของแท้ 100% ที่สั่งซื้อจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และถูกกฏหมายเท่านั้น